เสือโคร่งขาว White tiger

เสือโคร่งขาว White tiger เป็นลักษณะพิเศษประการหนึ่งของเสือโคร่ง ที่เป็นโดยมากในชนิดย่อย เสือโคร่งเบงกอล

โดยมีรูปร่างลักษณะเหมือนกับเสือโคร่งเบงกอลทุกประการ เพียงแต่มีลักษณะเด่น คือ แต่มีขนพื้นสีขาวและลายสีน้ำตาลเข้ม ม่านตาสีฟ้า จมูกสีชมพูและสีขาวครีม ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของยีน โดยมิใช่สัตว์เผือกโดยแท้จริง (Albino) แต่เป็นอาการผิดปกติที่ผิวหนังมีจำนวนเม็ดสีน้อย ที่เรียกว่า “ภาวะด่าง” (Leucism)

เสือโคร่งขาวเบงกอล ตัวแรกที่มีประวัติบันทึกไว้ในธรรมชาติ พบที่ประเทศอินเดีย ในรอบ 100 ปี พบเพียง 12 ตัวเท่านั้น ปัจจุบันพบได้น้อยมากในธรรมชาติ และด้วยความโดดเด่นในสีผิวจึงนิยมแสดงไว้ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ มีการนำไปเพาะเลี้ยงในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จนมีแพร่ขยายพันธุ์ออกลูกในที่เลี้ยงปัจจุบันมีเสือโคร่งขาวประมาณ 200 ตัว ส่วนใหญ่อยู่ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้แล้ว เสือโคร่งขาวเบงกอล ยังเป็นสัตว์เลี้ยงของบุคคลระดับมหาเศรษฐีด้วย เช่น ไมค์ ไทสัน อดีตแชมป์โลกมวยสากลในรุ่นเฮฟวี่เวทชาวอเมริกัน เป็นต้น

เสือโคร่งขาวมีลักษณะเด่นที่สีขนเป็นสีขาวซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีมักพบในเสือโคร่งเบงกอลที่ขนมักจะเป็นสีส้ม เสือโคร่งขาวจะมีการเติบโตเร็วกว่าและขนาดใหญ่กว่าเสือโคร่งเบงกอล เสือโคร่งขาวมีแนวโน้มที่ค่อนข้างใหญ่ตั้งแต่เกิดและจนถึงโตเต็มที่ เสือโคร่งขาวโตเต็มวัยเมื่อมีอายุ 2-3 ปี

เสือโคร่งขาวอาศัยในป่าหลายแบบรวมทั้งป่าเขตร้อน ป่าชายเลน ป่าที่มีแหล่งน้ำจืดและมีพืชขึ้นหนาแน่น อินเดีย เนปาล ภูฏาน และบังคลาเทศ

 

แหล่งที่มา  zoothailand

อ่านต่อ →

เสือโคร่ง

 

เสือโคร่ง หรือ เสือลายพาดกลอน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อันดับสัตว์กินเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris ในวงศ์ Felidae จัดเป็นสัตว์ที่มีขนาดที่สุดในวงศ์นี้ และเป็นเสือชนิดที่ใหญ่ที่สุดด้วย
เสือ-โคร่งมีพฤติกรรมและอุปนิสัยชอบอยู่เพียงลำพังตัวเดียวโดด ๆ ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์จึงจะจับคู่กัน อายุที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้นั้นคือ 3–5 ปี โดยตัวเมียจะเป็นสัดทุก ๆ 50 วัน และจะส่งเสียงร้องดังขึ้น ๆ และถี่ขึ้น

เรื่อย ๆ การผสมพันธุ์ของเสือ-โคร่งนั้นใช้เวลาเร็วมาก คือ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วตัวผู้จะแยกจากไป และอาจไปผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่น ตัวเมียที่ปฏิสนธิแล้วจะตั้งท้องนานประมาณ 105–110 วัน คลอดลูกครั้งละ 1-6 ตัว และจะเลี้ยงลูกเองตามลำพังโดยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ประมาณ 2 ปี

ชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบสลับกับทุ่งหญ้าโล่ง ชอบว่ายน้ำและแช่น้ำมาก ซึ่งแตกต่างจากเสือสายพันธุ์อื่น ล่าเหยื่อได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ส่วนใหญ่ในเวลากลางวันจะนอนพักผ่อน ล่าเหยื่อในเวลาเย็น พลบค่ำ กลางคืน หรือขณะที่อากาศไม่ร้อนจัด มีสายตาที่มองเห็นได้ทั้งที่มืดและสว่าง จะคืบคลานเข้าหาเหยื่อในระยะใกล้ 10–25 เมตร จนกระทั่งได้ระยะ 2–5 เมตร จึงกระโดดใส่ หากเป็นเหยื่อขนาดเล็กจะกัดที่คอหอย หาก

เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น เก้ง หรือ กวาง จะกัดที่ท้ายทอยหรือหลังด้านบน และอาจจะล่าได้ถึงช้าง ในตัวที่เป็นยังลูกช้างหรือยังเป็นช้างที่ยังเล็กอยู่ โดยเสือ-โคร่งตัวที่ล่าช้างได้ ต้องเป็นเสือที่มีความเฉลียวฉลาดและพละกำลังพอสมควร จึงจะสามารถล่อลูกช้างให้พลัดออกจากโขลงได้ และเมื่อฆ่าจะกัดเข้าที่ลำคอเพื่อให้ตัดหลอดลมให้ขาด ซึ่งช้างตัวอื่น ๆ จะไม่กล้าเข้าไปช่วยได้แต่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ และส่งเสียงร้อง เสือ-โคร่งจะยัง

ไม่กินช้างหมดภายในทีเดียว แต่จะเก็บหรือทิ้งซากไว้และกลับมากินเรื่อย ๆ ในระยะเวลา 7–10 วันเสือ-โคร่งวิ่งได้เร็วกว่า 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสามารถกระโจนในระยะทาง 500 เมตรได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

เสือ-โคร่ง มักจะกัดที่คอหอยเหยื่อจากทางด้านบนหรือด้านล่าง บางทีกระโดดตะปบหลังและตะปบขาหลังเหยื่อให้ล้มลงก่อนที่จะกัดคอหอย และเมื่อได้เหยื่อแล้ว จะเริ่มกินเนื้อบริเวณคอก่อน แล้วจึงมากินที่ท้องและกล้ามเนื้อหลัง โดยมักจะไม่กินหัวและขาของเหยื่อ เหยื่อที่เหลือจะถูกฝังกลบโดยใช้ใบไม้ หรือกิ่งไม้ หรือเศษหญ้า และตัวเสือ-โคร่งเองจะหลบนอนอบู่บริเวณใกล้ ๆ นั้น และบางตัวอาจคาบเหยื่อขึ้นไปขัดไว้ตามคบไม้เหมือนเสือดาว  ด้วยก็ได้ เสือ-โคร่งมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงมาก สามารถตามเหยื่อได้ไกลถึง 100–200 เมตร เพศผู้มีพื้นที่ในการหากินกว้างถึง 200–300 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ตัวเมียมีเพียง 60 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เพื่อเลี้ยงตัวเองและลูกน้อย

นิสัยปกติจะหวงถิ่น โดยการหันก้นปัสสาวะรดตามต้นไม้ โขดหิน เพื่อให้กลิ่นของตนเองติดอยู่ เพื่อประกาศอาณาเขตและสื่อสารกับ เสือ-โคร่ง ตัวอื่น ซึ่งกลิ่นใหม่จะมีกลิ่นค่อนข้างหอมในบางครั้งอาจจะข่วนเล็บกับเปลือกไม้ด้วยเพื่อเป็นการลับเล็บและประกาศอาณาเขต หากมี เสือ-โคร่ง ตัวอื่นหรือสัตว์อื่นที่มีขนาดใหญ่รุกล้ำมา จะต่อสู้กัน โดยปกติแล้ว เสือ-โคร่ง จะกลัวมนุษย์ จะหลบหนีไปเมื่อพบกับมนุษย์ แต่จะทำร้ายหรือกินเนื้อมนุษย์ได้ เมื่อบาดเจ็บหรือจนตรอก หรือเป็นเสือที่อายุมากแล้วไม่สามารถล่าเหยื่อชนิดอื่นได้ หากได้กินเนื้อมนุษย์ก็จะติดใจและจะกลับมากินอีก จนกลายเป็นเสือกินคน…

แหล่งที่มา th.wikipedia

อ่านต่อ →

นกเพนกวิน (Penguin)

นกเพนกวิน

” นกเพนกวิน “ เป็นประเภทสัตว์ปีกแต่บินไม่ได้ มีลักษณะเด่นคือ มีขนสีดำที่ด้านหลัง และขนสีขาวที่ด้านหน้าท้อง ซึ้งช่วยป้องกันเพนกวินจากนักล่าต่างๆเวลามันว่ายน้ำ ปีกของเพนกวินมีลักษณะคล้ายครีบปลาช่วยในการว่ายน้ำแต่ไม่สามารถใช้ปีกในการบินเหมือนนกทั่วไป เพนกวินไม่สามารถหายใจในน้ำได้แต่สามารถกลั้นหายใจได้นานมาก

นก เพนกวินออกลูกเป็นไข่ เพนกวินทุกชนิดอาศัยอยู่ในอาณาเขตซีกโลกใต้และบริเวณที่มีอากาศหนาว ทำให้เพนกวินต้องมีชั้นไขมันที่หนาเพื่อช่วยในการกักเก็บความร้อนจากร่างกายและเป็นอาหารในช่วงที่คลาดแคลน ขนของเพนกวินมี 2 ชั้น ชั้นในทำหน้าที่เหมือนขนของนกทั่วไป ส่วนชั้นนอกจะมีไขมันเคลือบไว้เพื่อป้องกันน้ำ ความหนาวเย็นและลมหนาวจากภายนอก

อาหารของเพนกวิน

เพนกวินจะกินสัตว์ทะเลในบริเวณที่อยู่อาศัยของมัน เช่น ปลา กุ้ง หอย ปู ตัวเล็ก หรือเคย และปลกหมึก มันใช้ปากของมันจับอาหารและกลืนลงไปทั้งตัว

ศัตรูของเพนกวิน

· สิงโตทะเล

· แมวน้ำเสือดาว

· วาฬเพชฌฆาต

· นกนางนวล และนกทะเลทั่วไป

แหล่งที่มา sites.google

อ่านต่อ →

นกฮูกกับสัญลักษณ์และความเชื่อ

นกฮูก กับสัญลักษณ์และความเชื่อ

นกฮูก แม้ว่าธรรมชาติของนกฮูกจะไม่ใช่สัตว์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์เท่าไหร่นัก แต่พวกมันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนความเชื่อของมนุษย์อย่างแยบยล ซึ่งไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่มีความเชื่อเรื่องโชครางกับนกชนิดนี้ ในชาติอื่นๆ ทั่วโลกก็นำนกฮูกมาเป็นตัวแทนที่ให้ความหมายแตกต่างกันไป

คนไทยมีความเชื่อแต่โบราณว่า เมื่อนกแสกหรือนกฮูกบินไปเกาะที่บ้านหลังไหน พร้อมส่งเสียงร้องกุ๊กกู่ จะถือว่าเป็นลางร้ายของบ้านนั้น หากมีคนที่เจ็บป่วยอยู่จะต้องเสียชีวิตภายใน 3-7 วัน ส่วนชาวกรีกและโรมันก็มีความเชื่อที่คล้ายกัน โดยพวกเขาใช้นกฮูกเป็นตัวแทนของความมืด เป็นสัญลักษณ์ของซาตานและความตาย

แต่ในประเทศอินเดียกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะพวกเขาเชื่อว่านกฮูกเป็นพาหนะของพระนางลักษมี ซึ่งสื่อสัญลักษณ์ของภูมิปัญญา โชคลาภ และการเกษตร

ด้านประเทศญี่ปุ่นและอังกฤษ ใช้นกฮูกเป็นสัญลักษณ์ของความเฉลียวฉลาด สติปัญญาและความโชคดี โดยนกฮูกนั้นเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองฮอกไกโด ในประเทศญี่ปุ่น นับว่าเป็นจุดเด่นที่เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาซื้อของที่ระลึกและบรรดาเครื่องรางนำโชคลวดลายนกฮูกได้ ถัดมาที่ความเข้มข้นของกีฬาฟุตบอลในประเทศอังกฤษ จากการเลือกใช้นกฮูก หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่านกเค้าแมว มาเป็นสัญลักษณ์ประจำทีมเชฟฟิลด์ เวนสเดย์ (Sheffield Wednesday F.C.) สมกับฉายา ‘นกเค้าแมว’ ที่ทีมลูกหนังจากดินแดนผู้ดีอังกฤษได้รับไป

นกแสก (Barn Owl)
เหตุที่ไม่ถูกเรียกว่านกฮูกเหมือนกับเพื่อนพ้องตัวอื่น เป็นเพราะว่าเวลาออกหากินตอนกลางคืนมักส่งเสียงร้องดัง ‘แสก!-แสก! ดังนั้นคนไทยจึงตั้งชื่อให้ว่า ‘นกแสก’ นั่นเอง นกชนิดนี้มีใบหน้ากลมแบน สีขาว มีขนาดลำตัวที่ค่อนข้างใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดถึง 1 ฟุต เพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้เล็กน้อย มีจุดที่เล็กๆ บนใบหน้าและลำคอ ที่ช่วยบ่งบอกถึงสุขภาพของเพศเมีย โดยหากมีจุดที่บริเวณดังกล่าวเยอะ แสดงว่ามีสุขภาพที่แข็งแรงดี

นกฮูกเบอร์โรวิ่ง (Burrowing Owl)
เป็นนกฮูกขนาดเล็กที่สุด และเป็นสายพันธุ์ที่พบน้อยมากในปัจจุบัน ความน่าสนใจของนกตัวนี้คือ สามารถออกหาอาหารที่พื้นดินในเวลากลางวันได้ และชอบอาศัยอยู่ในโพรงหรือรังของสัตว์อื่น Anthony Bucci ช่างภาพมืออาชีพเดินทางไปถ่ายภาพเจ้านกตัวนี้ในประเทศแคนาดา และได้ภาพน่ารักชวนเอ็นดูคือ มันยืนเกาะกิ่งไม้ด้วยขาข้างเดียว ซึ่งการยืนเพียงขาข้างเดียว และนำขาอีกข้างซุกเข้าไปใต้ปีก สลับไปทีละข้าง เป็นการให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทั้งนี้สามารถพบนกฮูกชนิดนี้ได้ในแถบประเทศอเมริกาตอนใต้ และประเทศแคนาดา

นกฮูกยูเรเชียน อีเกิล (Eurasian Eagle Owl)
เป็นนกฮูกขนาดใหญ่ มีความแข็งแรงและน่าเกรงขาม ติดอันดับนักล่าที่สุดยอดในยามค่ำคืน มีขนสีน้ำตาล เมื่อกางปีกแล้วสามารถกว้างได้ถึง 2 เมตรเลยทีเดียว ความแข็งแรงของมันไม่เพียงแต่เลือกหนูและกระต่ายเป็นอาหารเท่านั้น เพราะแม้แต่หมาป่ากับกวางก็ไม่สามารถรอดพ้นไปจากสัญชาตญาณนักล่านี้ได้ นกฮูกยูเรเชียน อีเกิลเป็นพันธุ์ที่หายากเพราะว่าชอบสร้างรังอยู่ในถ้ำและหน้าผา มักอาศัยอยู่ในพื้นที่กึ่งทะเลทราย พบได้ในตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชีย และทวีปยุโรป

นกฮูกลอง เอียร์ (Long eared Owl)
ถึงคราวของนกฮูกที่มีขนปุกปุยกันบ้าง สำหรับพันธุ์นี้มีจุดเด่นที่มีขนยาวบนศีรษะและยื่นออกมาคล้ายหูของสัตว์ ซึ่งลักษณะทางกายภาพนี้จะช่วยทำให้กลมกลืนกับธรรมชาติ มักขโมยโพรงของนกตัวอื่นมาเป็นรังของตัวเอง นกฮูกพันธุ์นี้มีถิ่นอาศัยอยู่ในแถบทวีปแอฟริกาเหนือ ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปเอเชีย

นกฮูกแคระ (collared owlet)
เป็นนกฮูกขนาดเล็กที่พบได้ในประเทศไทย มีรูปร่างน่ารัก ลำตัวอ้วนกลม มีขนปกคลุมหนานุ่น หัวกลมโต แต่ภายใต้รูปร่างและหน้าตาที่น่ารักนั้น นกฮูกแคระกลับซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้อย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะว่ามันสามารถล่าสัตว์ที่มีขนาดพอๆ กัน จนถึงตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ ดังนั้นนอกจากหนูและเหล่าแมลงตัวเล็กแล้ว นกฮูกแคระยังโปรดปรานนกชนิดอื่นที่มีขนาดเล็กด้วยเช่นกัน โดยเราสามารถพบนกชนิดนี้ได้ในบริเวณป่าดงดิบชื้น ในประเทศไทยพบมากในภาคใต้เรื่อยมาจนถึงแถบคาบสมุทรมลายู

 

แหล่งที่มา  pangpang

อ่านต่อ →

Arctic fox สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก นักล่าตัวน้อยแห่งขั้วโลกเหนือ

Arctic fox สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก เป็นสัตว์ที่สามารถปรับสภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวจัดได้ดีชนิดหนึ่ง

Arctic fox  สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก หรือเรียกได้อีกหลายชื่อเช่น สุนัขจิ้งจอกขั้วโลกเหนือ (Snowy fox) หรือ จิ้งจอกขาว (Polar fox) เป็นสุนัขจิ้งจอกพันธุ์เล็ก อาศัยอยู่ทั่วไปในเขตชายผั่งมหาสมุทรอาร์กติก ตลอดจนเขตทุนดราที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง พวกมันน่ารักและงดงามด้วยขนสีขาวที่ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ช่วยให้ล่าเหยื่อได้ง่าย และสามารถพรางตัวจากศัตรูได้ด้วย จิ้งจอกชนิดนี้จัดว่าเป็นสัตว์ที่สามารถปรับสภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวจัดได้เป็นอย่างดี

สุนัขจิ้งจอกอาร์กติกเป็นสัตว์ที่สามารถปรับสภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวจัดได้ดีชนิดหนึ่ง สามารถทนอยู่ได้ในที่ ๆ มีอุณหภูมิต่ำถึง -50 องศาเซลเซียสได้ สุนัขจิ้งจอกอาร์กติกจะมีใบหน้าที่สั้นกว่าหมาจิ้งจอกชนิดอื่น และมีใบหูที่เล็ก ขนของมันฟูหนา เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน มันจะมีขนอยู่บริเวณอุ้งเท้าเพื่อช่วยให้เดิน และวิ่งบนพื้นน้ำแข็งได้ในช่วงที่หิมะตกหนัก หรือเกิดพาย หมาจิ้งจอกอาร์กติกจะขุดโพรงลึกลงไปใต้หิมะ และขดตัวนอนโดยใช้หางของมันตวัดมาปิดตัวและหน้าไว้คล้ายคนห่มผ้าห่ม

เมื่อฤดูหนาวหมดลง หิมะเริ่มละลาย ต้นไม้เริ่มผลิใบอ่อน หมาจิ้งจอกอาร์กติกเองก็มีการเปลี่ยนแปลง ขนสีขาวของมันจะร่วงลง และมีขนสีเทาอมน้ำตาลขึ้นแทนและจะสั้นกว่าขนในฤดูหนาว ทำให้ตัวมันดูเล็กลง และมีขนาดเท่าแมวบ้านเท่านั้น ในขั้วโลกเหนือฤดูร้อนนั้นสั้นมาก และเมื่อฤดูหนาวกลับมา จิ้งจอกขั้วโลกก็จะเปลี่ยนสีขนกลับไปเป็นขนสีขาวอีกครั้ง เป็นการบอกให้รู้ว่า การต่อสู้กับความหนาวเย็นกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง

แหล่งที่มา  bityblog.wordpress

อ่านต่อ →

นกฟลามิงโก Flamingo

นกฟลามิงโก หรือ (นกกระสาแดง)

นกฟลามิงโก อังกฤษ Flamingo  เกาหลี 붉은 황새; นกกระสาแดง เป็นนกน้ำจำพวกหนึ่ง ในวงศ์ Phoenicopteridae และอันดับ Phoenicopteriformes มี 4 ชนิดในทวีปอเมริกา และ 2 ชนิดในโลกเก่า

นก ฟลามิงโก เป็นนกที่มีซากฟอสซิลสามารถนับย้อนไปไกลได้กว่า 30 ล้านปีก่อน นกฟลามิงโกอาศัยอยู่เป็นฝูงขนาดใหญ่ ซึ่งสถานที่ ๆ พบนกฟลามิงโกได้มากที่สุดในโลก คือ ทะเลสาบนากูรู ในอุทยานแห่งชาติทะเลสาบนากูรู ทางตอนเหนือของประเทศเคนยา ซึ่งมีจำนวนประชากรนกฟลามิงโกมากได้ถึง 1,500,000 ตัว นกฟลามิงโกเป็นนกที่บินได้เป็นระยะทางที่ไกล และมักบินในเวลากลางคืน ด้วยความเร็วประมาณ 60

กิโลเมตร/ชั่วโมง และหากมีความจำเป็นต้องบินในเวลากลางวันก็จะบินในระดับสูงเพื่อหลบเลี่ยงสัตว์นักล่า ส่วนในทวีปเอเชียสามารถพบได้ที่ทุ่งหญ้าสเตปป์แถบตอนเหนือของคาซัคสถานในภูมิภาคเอเชียกลางเท่านั้น โดยผสมพันธุ์กันในฤดูใบไม้ผลิ ก่อนอพยพไปที่อื่น

นก ฟลามิงโก ได้ชื่อว่าเป็นนกที่ไม่มีประสาทรับกลิ่น และเป็นนกที่ส่งเสียงดังตลอดเวลา ซึ่งลูกนกแม้แต่อยู่ในไข่ก็ยังส่งเสียงร้องแล้ว ซึ่งพ่อแม่นกจะจดจำลูกของตัวเองได้จากเสียงร้องอันนี้

นอกจากนี้แล้ว นกฟลามิงโกยังเป็นนกที่ได้ชื่อว่าเป็นนกที่มีขนสีชมพู จนได้รับชื่อว่า “นกฟลามิงโกสีชมพู” ซึ่งขนของนกฟลามิงโกนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดตั้งแต่สีชมพูซีดจนถึงสีแดงเลือดหมูหรือแดงเข้ม ทั้งนี้เป็นเพราะการกินอาหารที่ได้รับสารอาหารจากกุ้งและเห็ดรามีสารประเภทอัลฟาและเบตาแคโรทีน แต่โดยมากแล้วนกที่เลี้ยงตามสวนสัตว์ขนจะเปลี่ยนเป็นสีขาวเพราะขาดสารอาหารเหล่านี้ ซึ่งหากให้ในสิ่งที่

ทดแทนกันได้เช่น แครอท หรือบีทรูท สีขนก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม อีกทั้งยังเป็นนกที่มีพฤติกรรมยืนด้วยขาเดียวอยู่นิ่ง ๆ แช่น้ำได้เป็นเวลานานมากถึง 4 ชั่วโมง นั่นเพราะขาของนกจะได้รับจะได้รับเลือดสูบฉีดต่ออัตราการเต้นของหัวใจได้มากเท่า ๆ กับที่กล้ามเนื้อหลักได้รับ ซึ่งเลือดจะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย การที่นกฟลามิงโกมีขายาวมาก ก็ยิ่งทำให้มีพื้นที่สูญเสียความอบอุ่น อีกทั้งขาข้างที่ไม่ถูกแช่น้ำก็จะไม่เหี่ยวแห้งอีกด้วย

ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงเป็นจำนวนหลายพันตัว มีลักษณะพฤติกรรมพิเศษ คือชอบที่จะย้ายถิ่นฐานไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น ตามทะสาบน้ำตื้น และปากแม่น้ำที่เชื่อมระหว่างน้ำเค็มกับน้ำจืด ลักษณะทั่วไปของนกฟลามิงโก คือ มีขนาดประมาณ 80-145 ซม. น้ำหนักตัวประมาณ 2-3 กก. คอและขายาว จะงอยปากมีลักษณะเป็นตะของุ้มแข็งแรง และมีแนวของรูเรียงเป็นแถงที่จะงอยปากส่วนบน ที่ลิ้นจะมีตุ่มเล็กๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายฟันเรียงกันอยู่ ขนมีสีขาว ชมพู แดง และสีดำซึ่งแซมอยู่ตามปลายปีกและลำตัวเพียงเล็กน้อย ปีกสั้น และเท้ามีขนาดเล็ก

แหล่งที่มา  namfon2707

อ่านต่อ →

หมีขาว polar bear

หมีขาว หรือ หมีขั้วโลก (อังกฤษ: polar bear; ชื่อวิทยาศาสตร์: Ursus maritimus) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ในอันดับสัตว์กินเนื้อ (Carnivora) จัดเป็นหมีชนิดหนึ่ง

ทุกฤดูหนาว น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะขยายตัวรอบขั้วโลก กิ่งก้านเยือกแข็งของมันแผ่ขยายไปตามแนวชายฝั่งทางเหนือ ขณะนี้ น้ำแข็งทะเลเพิ่งผ่านจุดที่ขยายตัวมากที่สุดในรอบปี และจะเริ่มหดตัวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับหมีขั้วโลก ซึ่งมีแหล่งอาหารที่เกี่ยวพันกับน้ำแข็งทะเลอย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้
หมีขาว ถือได้ว่าเป็นสัตว์กินเนื้อบนพื้นดินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากหมีกริซลี (U. arctos horribilis) (บางข้อมูลจัดให้เป็นที่ 1) ที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ ตัวผู้เต็มวัยอาจสูงได้ถึง 3 เมตร น้ำหนักตัวอาจมากได้ถึง 350–680 กิโลกรัม (770–1,500 ปอนด์) อายุขัยโดยเฉลี่ย 30 ปี[2] หมีขาวมีรูปร่างที่แตกต่างจากหมีชนิดอื่น ๆ ที่เห็นได้ชัดเจน คือ มีส่วนคอที่ยาวกว่า ขณะที่ใบหูก็มีขนาดเล็ก อุ้งเท้ามีขนาดใหญ่ และที่เป็นจุดเด่นเห็นได้ชัด คือ สีขนที่เป็นสีขาวครีมอมเหลืองอ่อน ๆ อันเป็นที่มาของชื่อเรียก เนื่องจากผลของเกลือในน้ำทะเล ซึ่งขนสีครีมนี้ทำให้พรางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งได้เป็นอย่างดี

หมีขาวกระจายพันธุ์อยู่เฉพาะซีกโลกทางเหนือ บริเวณขั้วโลกเหนือหรืออาร์กติกเท่านั้น จัดได้ว่าเป็นสัตว์กินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกนี้ อุ้งเท้าของหมีขาวมีขนรองช่วยให้ไม่ลื่นไถลไปกับความลื่นของพื้นน้ำแข็ง หมีขาวถือเป็นสัตว์ที่เดินทางไกลมาก โดยบางครั้งอาจจะใช้วิธีการนั่งบนแผ่นหรือก้อนน้ำแข็งลอยตามน้ำไป หรือไม่ก็ว่ายน้ำหรือดำน้ำไป ซึ่งหมีขาวจัดเป็นหมีที่ว่ายน้ำและดำน้ำเก่งมาก โดยใช้ขาหน้าพุ้ย หรือบางครั้งก็ใช้ทั้ง 4 ขา เคยมีผู้พบหมีขาวว่ายอยู่ในทะเลที่ห่างจากชายฝั่งไกลถึง 200 ไมล์

หมีขาว เป็นหมีที่ถือได้ว่ากินอาหารมากกว่าหมีชนิดอื่น ๆ ซึ่งอาหารของหมีขาวมีมากมาย เช่น แมวน้ำ หรือ วอลรัส ด้วยการย่องเข้าไปเงียบ ๆ หรือหลบซ่อนตัวตามก้อนหินหรือก้อนน้ำแข็ง นอกจากนี้แล้วบางครั้งยังอาจจับนกทะเล ทั้งไข่และลูกนก บางครั้งก็จับปลากิน หรืออาจจะกินซากของวาฬที่ตายเกยตื้น หรือแม้แต่ซากหมีขาวด้วยกันหรือลูกหมีที่ตายได้ด้วย[3] หมีขาวมีประสาทสัมผัสการรับรู้กลิ่นที่ดีมาก โดยสามารถได้กลิ่นลูกแมวน้ำที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งได้ไกลถึง 2 กิโลเมตร

แหล่งที่มา  ngthai

อ่านต่อ →