About Aida

Here are my most recent posts

แร็กคูน raccoon เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม

แร็กคูน raccoon เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดหนึ่ง ในอันดับสัตว์กินเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Procyon lotor อยู่ในวงศ์แร็กคูน Procyonidae เป็นสัตว์ที่กระจายพันธุ์ไปทั่วในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลางในหลายพื้นที่ ทั้งในป่า หรือแม้แต่ชุมชนของมนุษย์ เป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี กินอาหารได้หลากหลายประเภททั้งเนื้อสัตว์และพืช

อีกทั้งยังชอบที่จะอยู่ใกล้พื้นที่ชุ่มน้ำด้วยการจับสัตว์น้ำกินเป็นอาหาร เช่น กบ, ปลา, กุ้ง และปู หรือเต่าขนาดเล็กเป็นอาหาร รวมทั้งนกหรือแมลงปีกแข็งขนาดเล็กกินเป็นอาหารได้ด้วย แต่ไม่สามารถที่จะว่ายน้ำได้ จะใช้วิธีการจับในน้ำตื้น ๆ ที่ขาหยั่งถึงแทน ในช่วงฤดูแล้งที่อาหารขนาดแคลนก็จะกินลูกไม้, ผลไม้ และดอกข้าวโพด เป็นอาหาร หรืออาจจะบุกเข้าไปในบ้านเรือนของมนุษย์ ขุดคุ้ยหาขยะหรือเศษอาหาร หรือแม้กระทั่งเปิดตู้เย็นหากิน

มีความยาวลำตัวราว 2 ฟุต มีหางเป็นพวงมีแถบสีดำคาดเป็นปล้อง ๆ ยาวราว 10 นิ้ว ขนตามลำตัวสีน้ำตาลปนเทา ใบหน้าสีขาวมีแถบสีดำคาดจากตาไปเป็นแถบตลอดแก้ม แลดูคล้ายเหมือนโจรสวมหน้ากาก

แร็กคูน เป็นสัตว์ที่ใช้เท้าหน้าได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนมือสำหรับหยิบจับอาหาร ซึ่งสามารถกระทำได้ถึงขนาดคลายปมเชือก และยังเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมพิเศษ คือ ก่อนจะกินอาหาร มักจะนำไปล้างน้ำเสียก่อน จนมีความเชื่อว่าเป็นสัตว์รักสะอาด แต่ความจริงแล้ว เป็นพฤติกรรมที่จะนวดอาหารให้นิ่มซะก่อน ก่อนที่จะกิน

แร็กคูน เป็นสัตว์ที่ปีนต้นไม้เก่ง ทำรังอยู่บนยอดไม้และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนต้นไม้ ในเวลากลางวันจะนอนขดอยู่ตามพงไม้ หรือซอกหิน หรือนอนผึ่งแดดอยู่ในรัง ในตอนกลางคืนจะออกหากิน โดยใช้เส้นทางเดิม และมักจะใช้เส้นทางที่เป็นพื้นแข็ง เพื่อไม่ให้เกิดรอยเท้า

ตัวเมียออกลูกครั้งละ 4-6 ตัว ในโพรงไม้ ในช่วงฤดูหนาวที่หิมะตกและอาหารขาดแคลน แร็กคูนจะใช้เวลาช่วงนี้ในการจำศีลตลอดฤดูกาล

แร็กคูน เป็นสัตว์ที่มีความน่ารัก จึงมีผู้นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง อีกทั้งขนและหนังมีความหนานุ่มและสีสวย จึงมีการล่าเพื่อทำเป็นเสื้อขนสัตว์ด้วย

ปัจจุบันกลายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรปกลาง โดยแร็กคูนถูกนำเข้าไปในเยอรมนีครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1930 ปัจจุบันมีปริมาณแร็กคูนในยุโรปมากกว่า 10,000 ตัว และหลายตัวก็อยู่ใกล้กับชุมชนเมือง

อ่านต่อ →

นกอินทรี ผู้ล่า แห่ง ท้องฟ้า

 

นกอินทรี

นกอินทรี  Eagle เป็นนกจำพวกนกล่าเหยื่อขนาดใหญ่ ในวงศ์ Accipitridae อันดับ Falconiformes (วงศ์และอันดับเดียวกับเหยี่ยว) มีโครงสร้างทางกายภาพที่แข็งแรง ประกอบด้วยโครงกระดูก กล้ามเนื้อ ส่วนต่าง ๆ ขน และกรงเล็บเป็นหลัก จัดอยู่ในประเภทนกที่ล่าเหยื่อเป็นอาหาร มีขนาด ปีก และ หาง ที่กว้าง ลักษณะปลายปีกแหลมหรือปีกแตก จะงอยปากงองุ้มเป็นตะขอ อินทรีเป็นนกที่มีลักษณะสวยงาม แข็งแรง สายตาคม บินเร็ว โจมตีแม่นยำ มองเห็นเป้าหมายได้จากระยะไกล มีเพดานบินตั้งแต่พื้นราบจนถึงความสูง 2,100 เมตร และจัดได้ว่าเป็นสัตว์ที่มีสายตาดีที่สุดในโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสีเข้มและสร้างรังบนหน้าผาที่สูงชัน

อินทรีเป็นนกที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรง เป็นนกที่กินเนื้อเป็นอาหาร ซึ่งได้แก่ ปลา, งู, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ขนาดเล็กเช่น หนู และเป็นนกนักล่าซึ่งล่านกด้วยกัน และไข่นกที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหาร อินทรีพบอาศัยกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่เขตต่าง ๆ ทั่วทุกแห่งในโลก ยกเว้นพื้นที่ในทวีปแอนตาร์กติก ที่มีอากาศหนาวเย็น

ในประเทศไทย มีอินทรีอยู่ด้วยกันจำนวนหนึ่ง อาทิ นกออก หรือ อินทรีทะเลปากขาว (Haliaeetus leucogaster), อินทรีทะเลหัวนวล (H. leucoryphus), อินทรีดำ (Ictinaetus malayensis), อินทรีปีกลาย (Aquila clanga) เป็นต้น

แหล่งที่มา sites.google

อ่านต่อ →

เปิดโลกสุนัข ชิบะ หรือ ชิบะ อินุ Shiba Inu

หากพูดถึง น้องหมาจากประเทศญี่ปุ่น เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องนึกถึง ชิบะ อินุ กันแน่นอน น้องหมาสายพันธุ์นี้ทั้งฉลาด น่ารักน่าเอ็นดู อีกทั้งยังเป็นที่นิยมในหลายๆประเทศ รวมถึงในไทยอีกด้วย
ประวัติของสุนัขพันธุ์ ชิบะ อินุ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุด และน่าจะเก่าแก่มากที่สุด ทั้งนี้ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่สมัยใด แต่คาดว่าน่าจะใช้เป็นสุนัขล่าสัตว์มาตั้งแต่สมัย 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ที่มาที่ไปของชื่อ ชิบะ อินุ มีมาจากหลายสาเหตุ บ้างเชื่อว่าคำว่า ชิบะ ในอดีตหมายถึง ขนาดเล็ก ตามขนาดตัวของสุนัขสายพันธุ์นี้ แต่บ้างเชื่อว่าหมายถึง พุ่มไม้หนา ซึ่งสื่อถึงพุ่มไม้สีแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับขนและตัวของชิบะ

สุนัขพันธุ์ชิบะ อินุ เกือบสูญพันธุ์ไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากหลายตัวล้มตายจากระเบิด และหลายตัวได้รับเอฟเฟกต์มา อีกทั้งในปี ค.ศ. 1952 ก็เกือบหายไปจากญี่ปุ่นอีกครั้งเพราะไวรัสหัดสุนัขระบาด แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ เพราะมีคนนำสายพันธุ์มาพัฒนา จนทำให้มีลักษณะอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

ลักษณะของสุนัขพันธุ์ชิบะ อินุ เป็นสุนัขที่มีขนาดเล็กถึงกลาง เพศผู้สูงประมาณ 36-41 เซนติเมตร หนักประมาณ 10 กิโลกรัม ส่วนเพศเมียสูงประมาณ 34-39 เซนติเมตร หนักประมาณ 7 กิโลกรัม โครงหน้าคล้ายสุนัขจิ้งจอก มีขนหนา 2 ชั้น ขนชั้นนอกแข็งและตรง ขนชั้นในหนาและนุ่ม ผลัดขนตลอดทั้งปี ขนมีสีส้มแดงหรือสีดำเกือบทั้งตัว ยกเว้นบริเวณหน้าท้องที่มีสีขาวถึงสีครีม ตาเป็นทรงสามเหลี่ยม ม่านตาสีน้ำตาล ขอบตาสีดำ โตเต็มวัยเมื่ออายุ 12 เดือน และเข้าสู่ช่วงสูงวัยเมื่ออายุ 7 ปี

นิสัยที่โดดเด่นของสุนัขพันธุ์ชิบะ อินุ คือ ความกล้าหาญ กระตือรือร้น ซื่อสัตย์ รักอิสระ เพราะสุนัขพันธุ์นี้มักจะมีชีวิตชีวาเมื่ออยู่นอกบ้าน และสงบเรียบร้อยเมื่ออยู่ในบ้าน ชอบวิ่งเล่น ทำกิจกรรม และผจญภัยมาก อีกทั้งชิบะบางตัวยังมีความมั่นใจสูง มีความคิดเป็นของตัวเอง และไม่ชอบถูกควบคุม แต่ถึงอย่างนั้นหมาชิบะก็รักเจ้าของมากที่สุด แถมยังหวงข้าวของมาก จนทำให้เข้ากับคนแปลกหน้าและสัตว์ตัวอื่นได้ไม่ดีเท่าไร รวมถึงชอบไล่ล่าสัตว์ตัวเล็กด้วย

อ่านต่อ →

ลักษณะนิสัย แรกดอล ragdoll เจ้าขนนุ่มปุกปุย

ประวัติของแมวพันธุ์แรกดอล Ragdoll หนึ่งในสายพันธุ์แมวที่เป็นที่นิยมของหลายๆคน แรกดอลเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย
แมวพันธุ์นี้เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง แมวพันธุ์เบอร์มีส เบอร์แมน และเปอร์เซีย แต่แมวที่ได้รับเครดิตว่าเป็นต้นกำเนิดของแรกดอล
คือแมวสีขาวที่ชื่อว่า Josephine โดย แรกดอลจัดได้ว่าเป็นลูกสาวของโจเซฟฟิน

Ann Baker ผู้พัฒนาพันธุ์ของแรกดอล รูสึกว่าโจเซฟฟินเป็นแมวที่สุขุม ซึ่งลักษณะอันนี้เป็นที่มาของชื่อ
และชื่อนี้เป็นลิขสิทธิ์ของแอนที่จะใช้สำหรับสายพันธุ์นี้เท่านั้น มาตรฐานของแมวพันธุ์แรกดอลจะอยู่ที่สีของสายพันธุ์และห้ามการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์
อย่างไรก็ตามสีใหม่กำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในปัจจุบันดังนั้น แมวพันธุ์แรกดอลในปัจจุบันจึงมีสีมากกว่าในอดีต

แรกดอลเป็นแมวที่มีรูปร่างยาวใหญ่ เข้ากับคนได้ดีและเหมาะสำหรับการเลี้ยงในอพาร์เม้นท์
เจ้าแรกดอล มีสีตาเป็นสี ฟ้า อายุขัยเฉลี่ย 7 – 12 ปี ขนยาวนุ่มเหมือนเส้นไหม แมวพันธุ์แรกดอลมีศรีษะขนาดกลาง แต่ขนที่ปุกปุยทำให้ใบหน้าดูใหญ่
หูขนาดกลางและตั้งบนศรีษะเพื่อขับให้ใบหน้าเป็นทรงสามเหลี่ยมมากขึ้น ขายาวและแข็งแรง คางได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดี ดวงตารูปไข่สีฟ้า

แมวพันธุ์แรกดอลมีรูปแบบสี ซึ่งแมวพันธุ์แรกดอล Ragdoll ลายแต้มสีจะมีร่างกายสีอ่อนตัดกับสีเข้มของจุดทีเน้นเช่นใบหน้า หรือหู
ในขณะที่แรกดอลสองสีจะมีแต้มดำ แต่ว่าจะปรากฎสัญลักษณ์คล้ายตัว V ที่หน้าผากและหน้าท้อง ขาทั้งสี่ข้าง พู่ขนที่ขาสีขาว ส่วนแรกดอลที่มีลายแด่นจะมีคางและขาสีขาว
ลักษณะนิสัยของมัน เป็นแมวที่สงบ แต่ไม่ใช่ปวกเปียกเวลาที่เราอุ้ม เขาใจเย็นและเข้าได้ดีกับทุกคนในครอบครัว สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันได้
จึงเหมาะสำหรับการเลี้ยงในอพาร์ทเม้นต์

อ่านต่อ →

กระต่ายสายพันธุ์ มินิลอป Mini Lop Rabbit

กระต่ายมินิลอป เป็น สายพันธุ์กระต่าย ที่นิยมกันมาก เป็นจุดเด่นในการแสดงกระต่ายทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา
ในสหรัฐอเมริกา มันเป็นกระต่ายที่มีขนาดเล็กที่สุดในกระตระกูลกระต่ายหูตกทั้งหลาย ไม่นับรวมกระต่ายแคระ

ในปี ค.ศ. 1972 Bob Herschbach ได้เจอกระต่ายสายพันธุ์มินิลอปในงานแสดงกระต่างแห่งชาติเยอรมัน ใน Essen ประเทศเยอรมัน
กระต่ายมินิลอปตัวนั้นชื่อ Klein Widder กระต่ายมินิลอปตัวแรกกำเนิดมาจาก “German Big Lop” และ “Small Chinchilla”

German lops หนักประมาณ 3.6 กิโลกรัม รูปร่างเรียวและมีขนาดใหญ่ มีหูหนา
Bob Herschbach ได้ให้กำเนิดมินิลอปตัวแรกในสหรัฐฯ ซึ่งมีสีทึบ สำหรับรุ่นต่อมาสีของกระต่ายเปลี่ยนเป็นสีแถว ๆ สีน้ำตาล
ซึ่งกลายมาเป็นสีมาตรฐานของกระต่ายพันธุ์มินิลอป

ในปี ค.ศ. 1974 หลังจากที่ Bob Herschbach มีกระต่ายมินิลอปแล้ว เขาก็ได้นำไปให้ทาง ARBA ขึ้นทะเบียนเป็นสายพันธุ์ใหม่ แต่ทาง ARBA
แนะนำว่าควรทำการลดขนาดของกระต่ายลงให้มีความกระทัดรัดมากยิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นกระต่ายที่มีความน่าสนใจ เพื่อการลดขนาดนี้ Bob Herschbach
ได้ตามหาพ่อแม่พันธุ์กระต่ายอื่น ๆ มาผสมกับกระต่ายมินิลอปของเขา แล้วกระต่ายมินิลอปก็เป็นที่สนใจแก่ประชาชนทั่วไป

ในปี ค.ศ. 1977 มินิลอปมีผู้สนับสนุนเพิ่ม คือ Herb Dyke

ในปี ค.ศ. 1978 Herschbach และ Dyke ได้จัดตั้งสโมสรกระต่ายมินิลอปขึ้น ในปีนั้นเองมีสมาชิกกว่า 500 คน จากนั้นพวกเขาก็ส่งจดหมายไปหา ARBA ให้ยอมรับกระต่ายสายพันธุ์นี้

ในปี ค.ศ. 1980 ในการประขุมกระต่ายแห่งชาติ สายพันธุ์มินิลอปถูกตัดสินว่ามันควรถูกลงทะเบียนเป็นกระต่านสายพันธุ์แท้อย่างเป็นทางการ โดย ARBA หลังจากนั้นไม่นาน กระต่ายมินิลอปก็นิยมไปทั่ว

กระต่ายพันธุ์นี้มีนิสัยขี้เล่นและเป็นกันเอง มันเป็นพันธุ์ที่ฉลาดมาก เมื่อเทียบกับกระต่ายด้วยกัน มันสามารถนำมาฝึกได้ มันยังเข้าใจคำสั่งบางคำสั่งได้อีกด้วย มันชอบการอยู่เป็นครอบครัว มันจะแสดงความไม่พอใจหากมันไม่ได้ในสิ่งที่มันต้องการ…

อ่านต่อ →

Caracal แมวป่าสายพันธุ์หายาก

Caracal หรือ Caracal Caracal แมวป่า อาศัยในแถบแอฟริกาและเอเชีย ชื่อของมันมาจากคำในภาษาตุรกี “karakulak” แปลว่า หูดำ คาราคัลอาศัยอยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง อดทนต่อสภาพที่อยู่อาศัยหลายประเภท พบในป่าวูดแลนด์ ซะวันนา และป่าละเมาะอะคาเซียทั่วทวีปแอฟริกา แมวป่า พบได้บ่อยในป่าที่ชุ่มชื่นใกล้ชายฝั่งเหนือทะเลทรายซาฮารา และยังพบในทะเลทรายของอินเดียด้วย แต่ไม่พบในป่าฝนเขตร้อน อยู่ได้สูงถึง 3,000 เมตร

ในแอฟริกาใต้ คาราคัลอยู่ในป่าดิบและป่าบนเขาสูงทางใต้ของจังหวัดเคป ในเอธิโอเปีย คาราคัลพบได้สูงถึง 2,500 เมตร ในเทือกเขาเบลีและไซเมียน

การล่าของคาราคัลจะใช้วิธีย่องเข้าหาและพุ่งตะครุบเช่นเดียวกับแมวบ้าน ตัวผู้มีอาณาเขตหากินซ้อนทับพื้นที่ของตัวเมียหลายตัว หากินโดยลำพัง จะหากินด้วยกันก็ต่อเมื่อต้องการผสมพันธุ์เท่านั้น

ในประเทศแอฟริกาใต้แมวคาราคัลตัวผู้มีอาณาเขต 31-65 ตารางกิโลเมตร ส่วนตัวเมียใช้พื้นที่เพียง 4-31 ตารางกิโลเมตร คาราคัลตัวผู้เดินทางเฉลี่ยวันละ 10.4 +5.2 กิโลเมตร ส่วนตัวเมียเดินทางเฉลี่ยวันละ 6.6+4.1 กิโลเมตร เคยมีการแกะรอยคาราคัลตัวหนึ่งในทะเลทรายคารากัมในเติร์กเมนิสถานพบว่ามันเดินทางในเวลากลางคืนเป็นระยะทางถึง 20 กิโลเมตร

คาราคัลกินสัตว์ฟันแทะเป็นอาหารหลัก เช่น เจอร์บัว หนูทราย กระรอกดิน นอกจากนี้ยังกิน นก ร็อกไฮแรก กระต่ายป่า สัตว์เลื้อยคลาน งูพิษ และแอนติโลปขนาดเล็กอย่างรีดบัก ดุยเกอร์ สปริงบอก กูดู

คาราคัลที่อยู่ในทะเลทรายของเติร์กเมนิสถาน กินกระต่ายป่าโทไลเป็นอาหารหลัก บางครั้งก็จับสัตว์ใหญ่ได้เหมือนกัน เช่นกาเซลล์กอยเตอร์ ในอาหรับก็เคยพบคาราคัลฆ่าตัวโอริกซ์ และยังเคยพบรอยคาราคัลติดตามตัวกาเซลล์ดอร์คัสในแอลจีเรีย โดยเฉพาะคาราคัลในตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบชาด ขึ้นชื่อในเรื่องการจับกาเซลล์กอยเตอร์ จึงมีชื่อเรียกในภาษาตูบูที่มีความหมายว่าแมวกาเซลล์ ในปากีสถานก็เคยมีคนเห็นคาราคัลย่องตามฝูงแกะป่ามูฟลอนตอนกลางวัน

บางครั้งคาราคัลก็กินซากด้วยแม้ไม่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งในอุทยานแห่งชาติอิโตชาในนามิเบีย คาราคัลตัวเมียตัวหนึ่งรอให้เสือชีตาห์กินเหยื่อจนเสร็จจนจากไปแล้วค่อยไปกินซากที่เหลือ บางครั้งก็กินหญ้าและผลไม้ คาดว่าคาราคัลกินหญ้าและผลไม้เพื่อต้องการน้ำจากภายในเท่านั้น เมื่อจับเหยื่อได้จะลากไปในที่ลับตาเพื่อหลีกเลี่ยงสัตว์อื่นมารบกวน ถ้าเหยื่อตัวใหญ่กินคราวเดียวไม่หมด ก็จะคลุมเหยื่อด้วยหญ้าเพื่อกลับมากินคราวหลัง บางครั้งคาราคัลก็ลากเหยื่อขึ้นไปกินบนต้นไม้แบบเดียวกับเสือดาว ในการกินนก หากเป็นนกตัวใหญ่คาราคัลจะถอนขนก่อนกิน แต่ถ้าเป็นนกตัวเล็กจะกลืนเข้าไปทั้งตัว

ท่าเดินของคาราคัลคล้ายชีตาห์ แต่แมวชนิดนี้ไม่ใช่นักวิ่งเร็ว แม้จะวิ่งเร็วกว่าแมวชนิดอื่นที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน เมื่อถูกหมาวิ่งไล่จะวิ่งขึ้นต้นไม้

คาราคัลมีฝีมือเด่นด้านการกระโดด มันกระโดดได้สูงจากพื้นหลายฟุตขึ้นไปตบนก มันอาจจับนกพิราบได้คราวละราวสิบตัวในคราวเดียว ในอดีตในประเทศอินเดียและอิหร่าน เคยมีการฝึกคาราคัลให้ล่านกด้วย และนี่เป็นที่มาของสำนวนภาษาอังกฤษ ว่า ‘to put a cat amongst the pigeons’ คาราคัลจะถูกนำไปไว้ในเวทีที่เต็มไปด้วยฝูงนกพิราบเพื่อแข่งขันกันว่าแมวตัวไหนจะฆ่านกได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงไว้เพื่อล่าแอนติโลป กระต่าย และหมาจิ้งจอกอีกด้วย

คาราคัลหากินตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ แต่ละคืนอาจเดินหากินเป็นระยะทางถึง 20 กิโลเมตร หลับพักผ่อนในโพรง หลืบหิน หรือพุ่มไม้ทึบ หรือบางครั้งก็บนต้นไม้ แมวชนิดนี้มักไม่ค่อยส่งเสียงนัก ส่วนใหญ่มักเป็นการ ส่งเสียงครางต่ำ ๆ และทำเสียงฟุดฟิดเมื่อฉุนเฉียว เสียงร้องเรียกคู่คล้ายเสียงเห่าและดัง สายตาและหูดีมาก แต่ความไวจมูกปานกลาง

อ่านต่อ →

Chameleon กิ้งก่าที่มีความนิยม เลี้ยง เป็นอันดับต้นๆ

Chamaeleonidae

วงศ์กิ้งก่าคาเมเลี่ยน อังกฤษ Chameleon เป็นวงศ์ของสัตว์เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่า ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chamaeleonidae

Chamaeleonidae

ซึ่งเป็นกิ้งก่าที่มี รยางค์ขาแล้วมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ คือ ลำตัวแบนข้างมาก หางมีกล้ามเนื้อเจริญและก็ใช้ยึดพันกิ่งไม้ได้ บนหัวแล้วก็ข้างหลังของคอมีสันเจริญขึ้นมาปกคลุม นิ้วเท้าแยกจากกันเป็นสองกลุ่ม คือ นิ้วกับ นิ้ว และก็อยู่ตรงกันข้ามกัน โดยนิ้วเท้าของขาหน้าเป็นกลุ่มของนิ้วที่ 1, 2 และ และกลุ่มของนิ้วที่ และ ส่วนนิ้วเท้าของขาหลังเป็นกลุ่มของนิ้วที่ และ และก็กลุ่มของนิ้วที่ 3, 4 และ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่ออาศัยบนต้นไม้โดยใช้ยึดติดกับกิ่งไม้

นอกจากนี้แล้วยังสามารถยืดลิ้นออกจากปากได้ยาวมาก เนื่องจากกระดูกการปรับปรุงโครงสร้างของกระดูกฮัยออยด์ ตามีลักษณะโปนขึ้นมาทางด้านบนของหัวและแต่ละข้างเคลื่อนไหวเป็นอิสระจากกัน สามารถใช้ดวงตาเพียงข้างเดียวคำนวณระยะทางได้ถูกต้องแม่นยำ ซึ่งต่างจากสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นอื่นที่ต้องใช้ตาทั้งสองข้างถึงจะคำนวณระยะทางได้ แต่ทว่ากิ้งก่าคาเมเลี่ยนไม่สามารถที่จะมองเห็นภาพในตำแหน่งหลังหัวได้

เปลือกตามีแผ่นหนังปกคลุม เกล็ดปกคลุมลำตัวมีขนาดเล็กและเรียงตัวต่อเนื่องกัน ไม่มีกระดูกในชั้นหนัง กระดูกหัวไหล่ไม่มีกระดูกอินเตอร์คลาวิเคิลและไม่มีกระดูกไหปลาร้า บางชนิดมีหางสั้นและบางชนิดมีหางยาว พื้นผิวด้านบนของลิ้นมีตุ่ม ฟันที่ขากรรไกรเกาะติดกับพื้นผิวกระดูกโดยตรง กระดูกพเทอรีกอยด์ไม่มีฟัน อีกทั้งยังถือว่าเป็นกิ้งก่าที่สามารถเปลี่ยนสีได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย เพื่อใช้ในการพรางตัว กิ้งก่าคาเมเลี่ยนหากินและใช้ชีวิตในเวลากลางวัน ขณะที่กลางคืนจะเป็นเวลาพักผ่อน เซลล์เม็ดสีก็จะพักการทำงานด้วย ดังนั้นในเวลากลางคืน สีต่าง ๆ ของกิ้งก่าคาเมเลี่ยนจะซีดลง บางชนิด บางตัวอาจจะซีดเป็นสีขาวทั้งตัวเลยก็มี

มีความแตกต่างกันของขนาดลำตัวมาก โดยสกุลที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ Brookesia และ Rhampholeon มีความยาวของลำตัว 2.5-5.5 เซนติเมตร และสกุล Chamaeleo มีขนาดลำตัวใหญ่ที่สุดโดยมีความยาวของลำตัว 7–63 เซนติเมตร ทุกสกุลทุกชนิดมีสีสันลำตัวสดใสสวยงามทั้ง เหลือง, เขียว, ฟ้า หรือ

แดง ยกเส้นสกุล Brookesia ที่มีสีลำตัวคล้ำ อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและส่วนมากอาศัยและหากินบนต้นไม้ แต่ในสกุล Brookesia มีหางสั้นจะอาศัยบนพื้นดิน ออกหากินในเวลากลางวันและกินแมลงเป็นอาหารหลัก แต่ก็สามารถกินนกได้ โดยพบเป็นซากในกระเพาะของชนิดที่มีขนาดใหญ่ คือ Trioceros melleri และ Chamaeleo oustaleti เป็นต้น ขยายพันธุ์โดนการวางไข่ แต่สกุล Bradypodion และบางชนิดในสกุล Chamaeleo ตกลูกเป็นตัว จำนวนไข่และจำนวนลูกสัมพันธ์กับขนาดตัว

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนมีทั้งหมดด้วยกันประมาณ 140–150 ชนิด แพร่กระจายพันธุ์ในทวีปแอฟริกา บนเกาะมาดากัสการ์ (โดยเฉพาะบนเกาะมาดากัสการ์จะพบได้ประมาณครึ่งหนึ่ง) และบางพื้นที่ในอินเดีย และภาคพื้นอาหรับ รวมทั้งยุโรปตอนใต้ คือ สเปน และโปรตุเกส โดยเป็นกิ้งก่าที่นิยมเลี้ยงกันเป็นสัตว์เลี้ยง…

อ่านต่อ →

เสือโคร่งขาว White tiger

เสือโคร่งขาว White tiger เป็นลักษณะพิเศษประการหนึ่งของเสือโคร่ง ที่เป็นโดยมากในชนิดย่อย เสือโคร่งเบงกอล

โดยมีรูปร่างลักษณะเหมือนกับเสือโคร่งเบงกอลทุกประการ เพียงแต่มีลักษณะเด่น คือ แต่มีขนพื้นสีขาวและลายสีน้ำตาลเข้ม ม่านตาสีฟ้า จมูกสีชมพูและสีขาวครีม ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของยีน โดยมิใช่สัตว์เผือกโดยแท้จริง (Albino) แต่เป็นอาการผิดปกติที่ผิวหนังมีจำนวนเม็ดสีน้อย ที่เรียกว่า “ภาวะด่าง” (Leucism)

เสือโคร่งขาวเบงกอล ตัวแรกที่มีประวัติบันทึกไว้ในธรรมชาติ พบที่ประเทศอินเดีย ในรอบ 100 ปี พบเพียง 12 ตัวเท่านั้น ปัจจุบันพบได้น้อยมากในธรรมชาติ และด้วยความโดดเด่นในสีผิวจึงนิยมแสดงไว้ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ มีการนำไปเพาะเลี้ยงในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จนมีแพร่ขยายพันธุ์ออกลูกในที่เลี้ยงปัจจุบันมีเสือโคร่งขาวประมาณ 200 ตัว ส่วนใหญ่อยู่ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้แล้ว เสือโคร่งขาวเบงกอล ยังเป็นสัตว์เลี้ยงของบุคคลระดับมหาเศรษฐีด้วย เช่น ไมค์ ไทสัน อดีตแชมป์โลกมวยสากลในรุ่นเฮฟวี่เวทชาวอเมริกัน เป็นต้น

เสือโคร่งขาวมีลักษณะเด่นที่สีขนเป็นสีขาวซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีมักพบในเสือโคร่งเบงกอลที่ขนมักจะเป็นสีส้ม เสือโคร่งขาวจะมีการเติบโตเร็วกว่าและขนาดใหญ่กว่าเสือโคร่งเบงกอล เสือโคร่งขาวมีแนวโน้มที่ค่อนข้างใหญ่ตั้งแต่เกิดและจนถึงโตเต็มที่ เสือโคร่งขาวโตเต็มวัยเมื่อมีอายุ 2-3 ปี

เสือโคร่งขาวอาศัยในป่าหลายแบบรวมทั้งป่าเขตร้อน ป่าชายเลน ป่าที่มีแหล่งน้ำจืดและมีพืชขึ้นหนาแน่น อินเดีย เนปาล ภูฏาน และบังคลาเทศ

 

แหล่งที่มา  zoothailand

อ่านต่อ →

เสือโคร่ง

 

เสือโคร่ง หรือ เสือลายพาดกลอน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อันดับสัตว์กินเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris ในวงศ์ Felidae จัดเป็นสัตว์ที่มีขนาดที่สุดในวงศ์นี้ และเป็นเสือชนิดที่ใหญ่ที่สุดด้วย
เสือ-โคร่งมีพฤติกรรมและอุปนิสัยชอบอยู่เพียงลำพังตัวเดียวโดด ๆ ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์จึงจะจับคู่กัน อายุที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้นั้นคือ 3–5 ปี โดยตัวเมียจะเป็นสัดทุก ๆ 50 วัน และจะส่งเสียงร้องดังขึ้น ๆ และถี่ขึ้น

เรื่อย ๆ การผสมพันธุ์ของเสือ-โคร่งนั้นใช้เวลาเร็วมาก คือ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วตัวผู้จะแยกจากไป และอาจไปผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่น ตัวเมียที่ปฏิสนธิแล้วจะตั้งท้องนานประมาณ 105–110 วัน คลอดลูกครั้งละ 1-6 ตัว และจะเลี้ยงลูกเองตามลำพังโดยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ประมาณ 2 ปี

ชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบสลับกับทุ่งหญ้าโล่ง ชอบว่ายน้ำและแช่น้ำมาก ซึ่งแตกต่างจากเสือสายพันธุ์อื่น ล่าเหยื่อได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ส่วนใหญ่ในเวลากลางวันจะนอนพักผ่อน ล่าเหยื่อในเวลาเย็น พลบค่ำ กลางคืน หรือขณะที่อากาศไม่ร้อนจัด มีสายตาที่มองเห็นได้ทั้งที่มืดและสว่าง จะคืบคลานเข้าหาเหยื่อในระยะใกล้ 10–25 เมตร จนกระทั่งได้ระยะ 2–5 เมตร จึงกระโดดใส่ หากเป็นเหยื่อขนาดเล็กจะกัดที่คอหอย หาก

เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น เก้ง หรือ กวาง จะกัดที่ท้ายทอยหรือหลังด้านบน และอาจจะล่าได้ถึงช้าง ในตัวที่เป็นยังลูกช้างหรือยังเป็นช้างที่ยังเล็กอยู่ โดยเสือ-โคร่งตัวที่ล่าช้างได้ ต้องเป็นเสือที่มีความเฉลียวฉลาดและพละกำลังพอสมควร จึงจะสามารถล่อลูกช้างให้พลัดออกจากโขลงได้ และเมื่อฆ่าจะกัดเข้าที่ลำคอเพื่อให้ตัดหลอดลมให้ขาด ซึ่งช้างตัวอื่น ๆ จะไม่กล้าเข้าไปช่วยได้แต่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ และส่งเสียงร้อง เสือ-โคร่งจะยัง

ไม่กินช้างหมดภายในทีเดียว แต่จะเก็บหรือทิ้งซากไว้และกลับมากินเรื่อย ๆ ในระยะเวลา 7–10 วันเสือ-โคร่งวิ่งได้เร็วกว่า 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสามารถกระโจนในระยะทาง 500 เมตรได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

เสือ-โคร่ง มักจะกัดที่คอหอยเหยื่อจากทางด้านบนหรือด้านล่าง บางทีกระโดดตะปบหลังและตะปบขาหลังเหยื่อให้ล้มลงก่อนที่จะกัดคอหอย และเมื่อได้เหยื่อแล้ว จะเริ่มกินเนื้อบริเวณคอก่อน แล้วจึงมากินที่ท้องและกล้ามเนื้อหลัง โดยมักจะไม่กินหัวและขาของเหยื่อ เหยื่อที่เหลือจะถูกฝังกลบโดยใช้ใบไม้ หรือกิ่งไม้ หรือเศษหญ้า และตัวเสือ-โคร่งเองจะหลบนอนอบู่บริเวณใกล้ ๆ นั้น และบางตัวอาจคาบเหยื่อขึ้นไปขัดไว้ตามคบไม้เหมือนเสือดาว  ด้วยก็ได้ เสือ-โคร่งมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงมาก สามารถตามเหยื่อได้ไกลถึง 100–200 เมตร เพศผู้มีพื้นที่ในการหากินกว้างถึง 200–300 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ตัวเมียมีเพียง 60 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เพื่อเลี้ยงตัวเองและลูกน้อย

นิสัยปกติจะหวงถิ่น โดยการหันก้นปัสสาวะรดตามต้นไม้ โขดหิน เพื่อให้กลิ่นของตนเองติดอยู่ เพื่อประกาศอาณาเขตและสื่อสารกับ เสือ-โคร่ง ตัวอื่น ซึ่งกลิ่นใหม่จะมีกลิ่นค่อนข้างหอมในบางครั้งอาจจะข่วนเล็บกับเปลือกไม้ด้วยเพื่อเป็นการลับเล็บและประกาศอาณาเขต หากมี เสือ-โคร่ง ตัวอื่นหรือสัตว์อื่นที่มีขนาดใหญ่รุกล้ำมา จะต่อสู้กัน โดยปกติแล้ว เสือ-โคร่ง จะกลัวมนุษย์ จะหลบหนีไปเมื่อพบกับมนุษย์ แต่จะทำร้ายหรือกินเนื้อมนุษย์ได้ เมื่อบาดเจ็บหรือจนตรอก หรือเป็นเสือที่อายุมากแล้วไม่สามารถล่าเหยื่อชนิดอื่นได้ หากได้กินเนื้อมนุษย์ก็จะติดใจและจะกลับมากินอีก จนกลายเป็นเสือกินคน…

แหล่งที่มา th.wikipedia

อ่านต่อ →

นกเพนกวิน (Penguin)

นกเพนกวิน

” นกเพนกวิน “ เป็นประเภทสัตว์ปีกแต่บินไม่ได้ มีลักษณะเด่นคือ มีขนสีดำที่ด้านหลัง และขนสีขาวที่ด้านหน้าท้อง ซึ้งช่วยป้องกันเพนกวินจากนักล่าต่างๆเวลามันว่ายน้ำ ปีกของเพนกวินมีลักษณะคล้ายครีบปลาช่วยในการว่ายน้ำแต่ไม่สามารถใช้ปีกในการบินเหมือนนกทั่วไป เพนกวินไม่สามารถหายใจในน้ำได้แต่สามารถกลั้นหายใจได้นานมาก

นก เพนกวินออกลูกเป็นไข่ เพนกวินทุกชนิดอาศัยอยู่ในอาณาเขตซีกโลกใต้และบริเวณที่มีอากาศหนาว ทำให้เพนกวินต้องมีชั้นไขมันที่หนาเพื่อช่วยในการกักเก็บความร้อนจากร่างกายและเป็นอาหารในช่วงที่คลาดแคลน ขนของเพนกวินมี 2 ชั้น ชั้นในทำหน้าที่เหมือนขนของนกทั่วไป ส่วนชั้นนอกจะมีไขมันเคลือบไว้เพื่อป้องกันน้ำ ความหนาวเย็นและลมหนาวจากภายนอก

อาหารของเพนกวิน

เพนกวินจะกินสัตว์ทะเลในบริเวณที่อยู่อาศัยของมัน เช่น ปลา กุ้ง หอย ปู ตัวเล็ก หรือเคย และปลกหมึก มันใช้ปากของมันจับอาหารและกลืนลงไปทั้งตัว

ศัตรูของเพนกวิน

· สิงโตทะเล

· แมวน้ำเสือดาว

· วาฬเพชฌฆาต

· นกนางนวล และนกทะเลทั่วไป

แหล่งที่มา sites.google

อ่านต่อ →