About Aida

Here are my most recent posts

Chameleon กิ้งก่าที่มีความนิยม เลี้ยง เป็นอันดับต้นๆ

Chamaeleonidae

วงศ์กิ้งก่าคาเมเลี่ยน อังกฤษ Chameleon เป็นวงศ์ของสัตว์เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่า ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chamaeleonidae

Chamaeleonidae

ซึ่งเป็นกิ้งก่าที่มี รยางค์ขาแล้วมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ คือ ลำตัวแบนข้างมาก หางมีกล้ามเนื้อเจริญและก็ใช้ยึดพันกิ่งไม้ได้ บนหัวแล้วก็ข้างหลังของคอมีสันเจริญขึ้นมาปกคลุม นิ้วเท้าแยกจากกันเป็นสองกลุ่ม คือ นิ้วกับ นิ้ว และก็อยู่ตรงกันข้ามกัน โดยนิ้วเท้าของขาหน้าเป็นกลุ่มของนิ้วที่ 1, 2 และ และกลุ่มของนิ้วที่ และ ส่วนนิ้วเท้าของขาหลังเป็นกลุ่มของนิ้วที่ และ และก็กลุ่มของนิ้วที่ 3, 4 และ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่ออาศัยบนต้นไม้โดยใช้ยึดติดกับกิ่งไม้

นอกจากนี้แล้วยังสามารถยืดลิ้นออกจากปากได้ยาวมาก เนื่องจากกระดูกการปรับปรุงโครงสร้างของกระดูกฮัยออยด์ ตามีลักษณะโปนขึ้นมาทางด้านบนของหัวและแต่ละข้างเคลื่อนไหวเป็นอิสระจากกัน สามารถใช้ดวงตาเพียงข้างเดียวคำนวณระยะทางได้ถูกต้องแม่นยำ ซึ่งต่างจากสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นอื่นที่ต้องใช้ตาทั้งสองข้างถึงจะคำนวณระยะทางได้ แต่ทว่ากิ้งก่าคาเมเลี่ยนไม่สามารถที่จะมองเห็นภาพในตำแหน่งหลังหัวได้

เปลือกตามีแผ่นหนังปกคลุม เกล็ดปกคลุมลำตัวมีขนาดเล็กและเรียงตัวต่อเนื่องกัน ไม่มีกระดูกในชั้นหนัง กระดูกหัวไหล่ไม่มีกระดูกอินเตอร์คลาวิเคิลและไม่มีกระดูกไหปลาร้า บางชนิดมีหางสั้นและบางชนิดมีหางยาว พื้นผิวด้านบนของลิ้นมีตุ่ม ฟันที่ขากรรไกรเกาะติดกับพื้นผิวกระดูกโดยตรง กระดูกพเทอรีกอยด์ไม่มีฟัน อีกทั้งยังถือว่าเป็นกิ้งก่าที่สามารถเปลี่ยนสีได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย เพื่อใช้ในการพรางตัว กิ้งก่าคาเมเลี่ยนหากินและใช้ชีวิตในเวลากลางวัน ขณะที่กลางคืนจะเป็นเวลาพักผ่อน เซลล์เม็ดสีก็จะพักการทำงานด้วย ดังนั้นในเวลากลางคืน สีต่าง ๆ ของกิ้งก่าคาเมเลี่ยนจะซีดลง บางชนิด บางตัวอาจจะซีดเป็นสีขาวทั้งตัวเลยก็มี

มีความแตกต่างกันของขนาดลำตัวมาก โดยสกุลที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ Brookesia และ Rhampholeon มีความยาวของลำตัว 2.5-5.5 เซนติเมตร และสกุล Chamaeleo มีขนาดลำตัวใหญ่ที่สุดโดยมีความยาวของลำตัว 7–63 เซนติเมตร ทุกสกุลทุกชนิดมีสีสันลำตัวสดใสสวยงามทั้ง เหลือง, เขียว, ฟ้า หรือ

แดง ยกเส้นสกุล Brookesia ที่มีสีลำตัวคล้ำ อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและส่วนมากอาศัยและหากินบนต้นไม้ แต่ในสกุล Brookesia มีหางสั้นจะอาศัยบนพื้นดิน ออกหากินในเวลากลางวันและกินแมลงเป็นอาหารหลัก แต่ก็สามารถกินนกได้ โดยพบเป็นซากในกระเพาะของชนิดที่มีขนาดใหญ่ คือ Trioceros melleri และ Chamaeleo oustaleti เป็นต้น ขยายพันธุ์โดนการวางไข่ แต่สกุล Bradypodion และบางชนิดในสกุล Chamaeleo ตกลูกเป็นตัว จำนวนไข่และจำนวนลูกสัมพันธ์กับขนาดตัว

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนมีทั้งหมดด้วยกันประมาณ 140–150 ชนิด แพร่กระจายพันธุ์ในทวีปแอฟริกา บนเกาะมาดากัสการ์ (โดยเฉพาะบนเกาะมาดากัสการ์จะพบได้ประมาณครึ่งหนึ่ง) และบางพื้นที่ในอินเดีย และภาคพื้นอาหรับ รวมทั้งยุโรปตอนใต้ คือ สเปน และโปรตุเกส โดยเป็นกิ้งก่าที่นิยมเลี้ยงกันเป็นสัตว์เลี้ยง…

อ่านต่อ →

เสือโคร่งขาว White tiger

เสือโคร่งขาว White tiger เป็นลักษณะพิเศษประการหนึ่งของเสือโคร่ง ที่เป็นโดยมากในชนิดย่อย เสือโคร่งเบงกอล

โดยมีรูปร่างลักษณะเหมือนกับเสือโคร่งเบงกอลทุกประการ เพียงแต่มีลักษณะเด่น คือ แต่มีขนพื้นสีขาวและลายสีน้ำตาลเข้ม ม่านตาสีฟ้า จมูกสีชมพูและสีขาวครีม ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของยีน โดยมิใช่สัตว์เผือกโดยแท้จริง (Albino) แต่เป็นอาการผิดปกติที่ผิวหนังมีจำนวนเม็ดสีน้อย ที่เรียกว่า “ภาวะด่าง” (Leucism)

เสือโคร่งขาวเบงกอล ตัวแรกที่มีประวัติบันทึกไว้ในธรรมชาติ พบที่ประเทศอินเดีย ในรอบ 100 ปี พบเพียง 12 ตัวเท่านั้น ปัจจุบันพบได้น้อยมากในธรรมชาติ และด้วยความโดดเด่นในสีผิวจึงนิยมแสดงไว้ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ มีการนำไปเพาะเลี้ยงในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จนมีแพร่ขยายพันธุ์ออกลูกในที่เลี้ยงปัจจุบันมีเสือโคร่งขาวประมาณ 200 ตัว ส่วนใหญ่อยู่ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้แล้ว เสือโคร่งขาวเบงกอล ยังเป็นสัตว์เลี้ยงของบุคคลระดับมหาเศรษฐีด้วย เช่น ไมค์ ไทสัน อดีตแชมป์โลกมวยสากลในรุ่นเฮฟวี่เวทชาวอเมริกัน เป็นต้น

เสือโคร่งขาวมีลักษณะเด่นที่สีขนเป็นสีขาวซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีมักพบในเสือโคร่งเบงกอลที่ขนมักจะเป็นสีส้ม เสือโคร่งขาวจะมีการเติบโตเร็วกว่าและขนาดใหญ่กว่าเสือโคร่งเบงกอล เสือโคร่งขาวมีแนวโน้มที่ค่อนข้างใหญ่ตั้งแต่เกิดและจนถึงโตเต็มที่ เสือโคร่งขาวโตเต็มวัยเมื่อมีอายุ 2-3 ปี

เสือโคร่งขาวอาศัยในป่าหลายแบบรวมทั้งป่าเขตร้อน ป่าชายเลน ป่าที่มีแหล่งน้ำจืดและมีพืชขึ้นหนาแน่น อินเดีย เนปาล ภูฏาน และบังคลาเทศ

 

แหล่งที่มา  zoothailand

อ่านต่อ →

เสือโคร่ง

 

เสือโคร่ง หรือ เสือลายพาดกลอน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อันดับสัตว์กินเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris ในวงศ์ Felidae จัดเป็นสัตว์ที่มีขนาดที่สุดในวงศ์นี้ และเป็นเสือชนิดที่ใหญ่ที่สุดด้วย
เสือ-โคร่งมีพฤติกรรมและอุปนิสัยชอบอยู่เพียงลำพังตัวเดียวโดด ๆ ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์จึงจะจับคู่กัน อายุที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้นั้นคือ 3–5 ปี โดยตัวเมียจะเป็นสัดทุก ๆ 50 วัน และจะส่งเสียงร้องดังขึ้น ๆ และถี่ขึ้น

เรื่อย ๆ การผสมพันธุ์ของเสือ-โคร่งนั้นใช้เวลาเร็วมาก คือ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วตัวผู้จะแยกจากไป และอาจไปผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่น ตัวเมียที่ปฏิสนธิแล้วจะตั้งท้องนานประมาณ 105–110 วัน คลอดลูกครั้งละ 1-6 ตัว และจะเลี้ยงลูกเองตามลำพังโดยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ประมาณ 2 ปี

ชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบสลับกับทุ่งหญ้าโล่ง ชอบว่ายน้ำและแช่น้ำมาก ซึ่งแตกต่างจากเสือสายพันธุ์อื่น ล่าเหยื่อได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ส่วนใหญ่ในเวลากลางวันจะนอนพักผ่อน ล่าเหยื่อในเวลาเย็น พลบค่ำ กลางคืน หรือขณะที่อากาศไม่ร้อนจัด มีสายตาที่มองเห็นได้ทั้งที่มืดและสว่าง จะคืบคลานเข้าหาเหยื่อในระยะใกล้ 10–25 เมตร จนกระทั่งได้ระยะ 2–5 เมตร จึงกระโดดใส่ หากเป็นเหยื่อขนาดเล็กจะกัดที่คอหอย หาก

เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น เก้ง หรือ กวาง จะกัดที่ท้ายทอยหรือหลังด้านบน และอาจจะล่าได้ถึงช้าง ในตัวที่เป็นยังลูกช้างหรือยังเป็นช้างที่ยังเล็กอยู่ โดยเสือ-โคร่งตัวที่ล่าช้างได้ ต้องเป็นเสือที่มีความเฉลียวฉลาดและพละกำลังพอสมควร จึงจะสามารถล่อลูกช้างให้พลัดออกจากโขลงได้ และเมื่อฆ่าจะกัดเข้าที่ลำคอเพื่อให้ตัดหลอดลมให้ขาด ซึ่งช้างตัวอื่น ๆ จะไม่กล้าเข้าไปช่วยได้แต่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ และส่งเสียงร้อง เสือ-โคร่งจะยัง

ไม่กินช้างหมดภายในทีเดียว แต่จะเก็บหรือทิ้งซากไว้และกลับมากินเรื่อย ๆ ในระยะเวลา 7–10 วันเสือ-โคร่งวิ่งได้เร็วกว่า 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสามารถกระโจนในระยะทาง 500 เมตรได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

เสือ-โคร่ง มักจะกัดที่คอหอยเหยื่อจากทางด้านบนหรือด้านล่าง บางทีกระโดดตะปบหลังและตะปบขาหลังเหยื่อให้ล้มลงก่อนที่จะกัดคอหอย และเมื่อได้เหยื่อแล้ว จะเริ่มกินเนื้อบริเวณคอก่อน แล้วจึงมากินที่ท้องและกล้ามเนื้อหลัง โดยมักจะไม่กินหัวและขาของเหยื่อ เหยื่อที่เหลือจะถูกฝังกลบโดยใช้ใบไม้ หรือกิ่งไม้ หรือเศษหญ้า และตัวเสือ-โคร่งเองจะหลบนอนอบู่บริเวณใกล้ ๆ นั้น และบางตัวอาจคาบเหยื่อขึ้นไปขัดไว้ตามคบไม้เหมือนเสือดาว  ด้วยก็ได้ เสือ-โคร่งมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงมาก สามารถตามเหยื่อได้ไกลถึง 100–200 เมตร เพศผู้มีพื้นที่ในการหากินกว้างถึง 200–300 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ตัวเมียมีเพียง 60 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เพื่อเลี้ยงตัวเองและลูกน้อย

นิสัยปกติจะหวงถิ่น โดยการหันก้นปัสสาวะรดตามต้นไม้ โขดหิน เพื่อให้กลิ่นของตนเองติดอยู่ เพื่อประกาศอาณาเขตและสื่อสารกับ เสือ-โคร่ง ตัวอื่น ซึ่งกลิ่นใหม่จะมีกลิ่นค่อนข้างหอมในบางครั้งอาจจะข่วนเล็บกับเปลือกไม้ด้วยเพื่อเป็นการลับเล็บและประกาศอาณาเขต หากมี เสือ-โคร่ง ตัวอื่นหรือสัตว์อื่นที่มีขนาดใหญ่รุกล้ำมา จะต่อสู้กัน โดยปกติแล้ว เสือ-โคร่ง จะกลัวมนุษย์ จะหลบหนีไปเมื่อพบกับมนุษย์ แต่จะทำร้ายหรือกินเนื้อมนุษย์ได้ เมื่อบาดเจ็บหรือจนตรอก หรือเป็นเสือที่อายุมากแล้วไม่สามารถล่าเหยื่อชนิดอื่นได้ หากได้กินเนื้อมนุษย์ก็จะติดใจและจะกลับมากินอีก จนกลายเป็นเสือกินคน…

แหล่งที่มา th.wikipedia

อ่านต่อ →

นกเพนกวิน (Penguin)

นกเพนกวิน

” นกเพนกวิน “ เป็นประเภทสัตว์ปีกแต่บินไม่ได้ มีลักษณะเด่นคือ มีขนสีดำที่ด้านหลัง และขนสีขาวที่ด้านหน้าท้อง ซึ้งช่วยป้องกันเพนกวินจากนักล่าต่างๆเวลามันว่ายน้ำ ปีกของเพนกวินมีลักษณะคล้ายครีบปลาช่วยในการว่ายน้ำแต่ไม่สามารถใช้ปีกในการบินเหมือนนกทั่วไป เพนกวินไม่สามารถหายใจในน้ำได้แต่สามารถกลั้นหายใจได้นานมาก

นก เพนกวินออกลูกเป็นไข่ เพนกวินทุกชนิดอาศัยอยู่ในอาณาเขตซีกโลกใต้และบริเวณที่มีอากาศหนาว ทำให้เพนกวินต้องมีชั้นไขมันที่หนาเพื่อช่วยในการกักเก็บความร้อนจากร่างกายและเป็นอาหารในช่วงที่คลาดแคลน ขนของเพนกวินมี 2 ชั้น ชั้นในทำหน้าที่เหมือนขนของนกทั่วไป ส่วนชั้นนอกจะมีไขมันเคลือบไว้เพื่อป้องกันน้ำ ความหนาวเย็นและลมหนาวจากภายนอก

อาหารของเพนกวิน

เพนกวินจะกินสัตว์ทะเลในบริเวณที่อยู่อาศัยของมัน เช่น ปลา กุ้ง หอย ปู ตัวเล็ก หรือเคย และปลกหมึก มันใช้ปากของมันจับอาหารและกลืนลงไปทั้งตัว

ศัตรูของเพนกวิน

· สิงโตทะเล

· แมวน้ำเสือดาว

· วาฬเพชฌฆาต

· นกนางนวล และนกทะเลทั่วไป

แหล่งที่มา sites.google

อ่านต่อ →

นกฮูกกับสัญลักษณ์และความเชื่อ

นกฮูก กับสัญลักษณ์และความเชื่อ

นกฮูก แม้ว่าธรรมชาติของนกฮูกจะไม่ใช่สัตว์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์เท่าไหร่นัก แต่พวกมันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนความเชื่อของมนุษย์อย่างแยบยล ซึ่งไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่มีความเชื่อเรื่องโชครางกับนกชนิดนี้ ในชาติอื่นๆ ทั่วโลกก็นำนกฮูกมาเป็นตัวแทนที่ให้ความหมายแตกต่างกันไป

คนไทยมีความเชื่อแต่โบราณว่า เมื่อนกแสกหรือนกฮูกบินไปเกาะที่บ้านหลังไหน พร้อมส่งเสียงร้องกุ๊กกู่ จะถือว่าเป็นลางร้ายของบ้านนั้น หากมีคนที่เจ็บป่วยอยู่จะต้องเสียชีวิตภายใน 3-7 วัน ส่วนชาวกรีกและโรมันก็มีความเชื่อที่คล้ายกัน โดยพวกเขาใช้นกฮูกเป็นตัวแทนของความมืด เป็นสัญลักษณ์ของซาตานและความตาย

แต่ในประเทศอินเดียกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะพวกเขาเชื่อว่านกฮูกเป็นพาหนะของพระนางลักษมี ซึ่งสื่อสัญลักษณ์ของภูมิปัญญา โชคลาภ และการเกษตร

ด้านประเทศญี่ปุ่นและอังกฤษ ใช้นกฮูกเป็นสัญลักษณ์ของความเฉลียวฉลาด สติปัญญาและความโชคดี โดยนกฮูกนั้นเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองฮอกไกโด ในประเทศญี่ปุ่น นับว่าเป็นจุดเด่นที่เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาซื้อของที่ระลึกและบรรดาเครื่องรางนำโชคลวดลายนกฮูกได้ ถัดมาที่ความเข้มข้นของกีฬาฟุตบอลในประเทศอังกฤษ จากการเลือกใช้นกฮูก หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่านกเค้าแมว มาเป็นสัญลักษณ์ประจำทีมเชฟฟิลด์ เวนสเดย์ (Sheffield Wednesday F.C.) สมกับฉายา ‘นกเค้าแมว’ ที่ทีมลูกหนังจากดินแดนผู้ดีอังกฤษได้รับไป

นกแสก (Barn Owl)
เหตุที่ไม่ถูกเรียกว่านกฮูกเหมือนกับเพื่อนพ้องตัวอื่น เป็นเพราะว่าเวลาออกหากินตอนกลางคืนมักส่งเสียงร้องดัง ‘แสก!-แสก! ดังนั้นคนไทยจึงตั้งชื่อให้ว่า ‘นกแสก’ นั่นเอง นกชนิดนี้มีใบหน้ากลมแบน สีขาว มีขนาดลำตัวที่ค่อนข้างใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดถึง 1 ฟุต เพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้เล็กน้อย มีจุดที่เล็กๆ บนใบหน้าและลำคอ ที่ช่วยบ่งบอกถึงสุขภาพของเพศเมีย โดยหากมีจุดที่บริเวณดังกล่าวเยอะ แสดงว่ามีสุขภาพที่แข็งแรงดี

นกฮูกเบอร์โรวิ่ง (Burrowing Owl)
เป็นนกฮูกขนาดเล็กที่สุด และเป็นสายพันธุ์ที่พบน้อยมากในปัจจุบัน ความน่าสนใจของนกตัวนี้คือ สามารถออกหาอาหารที่พื้นดินในเวลากลางวันได้ และชอบอาศัยอยู่ในโพรงหรือรังของสัตว์อื่น Anthony Bucci ช่างภาพมืออาชีพเดินทางไปถ่ายภาพเจ้านกตัวนี้ในประเทศแคนาดา และได้ภาพน่ารักชวนเอ็นดูคือ มันยืนเกาะกิ่งไม้ด้วยขาข้างเดียว ซึ่งการยืนเพียงขาข้างเดียว และนำขาอีกข้างซุกเข้าไปใต้ปีก สลับไปทีละข้าง เป็นการให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทั้งนี้สามารถพบนกฮูกชนิดนี้ได้ในแถบประเทศอเมริกาตอนใต้ และประเทศแคนาดา

นกฮูกยูเรเชียน อีเกิล (Eurasian Eagle Owl)
เป็นนกฮูกขนาดใหญ่ มีความแข็งแรงและน่าเกรงขาม ติดอันดับนักล่าที่สุดยอดในยามค่ำคืน มีขนสีน้ำตาล เมื่อกางปีกแล้วสามารถกว้างได้ถึง 2 เมตรเลยทีเดียว ความแข็งแรงของมันไม่เพียงแต่เลือกหนูและกระต่ายเป็นอาหารเท่านั้น เพราะแม้แต่หมาป่ากับกวางก็ไม่สามารถรอดพ้นไปจากสัญชาตญาณนักล่านี้ได้ นกฮูกยูเรเชียน อีเกิลเป็นพันธุ์ที่หายากเพราะว่าชอบสร้างรังอยู่ในถ้ำและหน้าผา มักอาศัยอยู่ในพื้นที่กึ่งทะเลทราย พบได้ในตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชีย และทวีปยุโรป

นกฮูกลอง เอียร์ (Long eared Owl)
ถึงคราวของนกฮูกที่มีขนปุกปุยกันบ้าง สำหรับพันธุ์นี้มีจุดเด่นที่มีขนยาวบนศีรษะและยื่นออกมาคล้ายหูของสัตว์ ซึ่งลักษณะทางกายภาพนี้จะช่วยทำให้กลมกลืนกับธรรมชาติ มักขโมยโพรงของนกตัวอื่นมาเป็นรังของตัวเอง นกฮูกพันธุ์นี้มีถิ่นอาศัยอยู่ในแถบทวีปแอฟริกาเหนือ ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปเอเชีย

นกฮูกแคระ (collared owlet)
เป็นนกฮูกขนาดเล็กที่พบได้ในประเทศไทย มีรูปร่างน่ารัก ลำตัวอ้วนกลม มีขนปกคลุมหนานุ่น หัวกลมโต แต่ภายใต้รูปร่างและหน้าตาที่น่ารักนั้น นกฮูกแคระกลับซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้อย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะว่ามันสามารถล่าสัตว์ที่มีขนาดพอๆ กัน จนถึงตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ ดังนั้นนอกจากหนูและเหล่าแมลงตัวเล็กแล้ว นกฮูกแคระยังโปรดปรานนกชนิดอื่นที่มีขนาดเล็กด้วยเช่นกัน โดยเราสามารถพบนกชนิดนี้ได้ในบริเวณป่าดงดิบชื้น ในประเทศไทยพบมากในภาคใต้เรื่อยมาจนถึงแถบคาบสมุทรมลายู

 

แหล่งที่มา  pangpang

อ่านต่อ →

Arctic fox สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก นักล่าตัวน้อยแห่งขั้วโลกเหนือ

Arctic fox สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก เป็นสัตว์ที่สามารถปรับสภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวจัดได้ดีชนิดหนึ่ง

Arctic fox  สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก หรือเรียกได้อีกหลายชื่อเช่น สุนัขจิ้งจอกขั้วโลกเหนือ (Snowy fox) หรือ จิ้งจอกขาว (Polar fox) เป็นสุนัขจิ้งจอกพันธุ์เล็ก อาศัยอยู่ทั่วไปในเขตชายผั่งมหาสมุทรอาร์กติก ตลอดจนเขตทุนดราที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง พวกมันน่ารักและงดงามด้วยขนสีขาวที่ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ช่วยให้ล่าเหยื่อได้ง่าย และสามารถพรางตัวจากศัตรูได้ด้วย จิ้งจอกชนิดนี้จัดว่าเป็นสัตว์ที่สามารถปรับสภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวจัดได้เป็นอย่างดี

สุนัขจิ้งจอกอาร์กติกเป็นสัตว์ที่สามารถปรับสภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวจัดได้ดีชนิดหนึ่ง สามารถทนอยู่ได้ในที่ ๆ มีอุณหภูมิต่ำถึง -50 องศาเซลเซียสได้ สุนัขจิ้งจอกอาร์กติกจะมีใบหน้าที่สั้นกว่าหมาจิ้งจอกชนิดอื่น และมีใบหูที่เล็ก ขนของมันฟูหนา เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน มันจะมีขนอยู่บริเวณอุ้งเท้าเพื่อช่วยให้เดิน และวิ่งบนพื้นน้ำแข็งได้ในช่วงที่หิมะตกหนัก หรือเกิดพาย หมาจิ้งจอกอาร์กติกจะขุดโพรงลึกลงไปใต้หิมะ และขดตัวนอนโดยใช้หางของมันตวัดมาปิดตัวและหน้าไว้คล้ายคนห่มผ้าห่ม

เมื่อฤดูหนาวหมดลง หิมะเริ่มละลาย ต้นไม้เริ่มผลิใบอ่อน หมาจิ้งจอกอาร์กติกเองก็มีการเปลี่ยนแปลง ขนสีขาวของมันจะร่วงลง และมีขนสีเทาอมน้ำตาลขึ้นแทนและจะสั้นกว่าขนในฤดูหนาว ทำให้ตัวมันดูเล็กลง และมีขนาดเท่าแมวบ้านเท่านั้น ในขั้วโลกเหนือฤดูร้อนนั้นสั้นมาก และเมื่อฤดูหนาวกลับมา จิ้งจอกขั้วโลกก็จะเปลี่ยนสีขนกลับไปเป็นขนสีขาวอีกครั้ง เป็นการบอกให้รู้ว่า การต่อสู้กับความหนาวเย็นกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง

แหล่งที่มา  bityblog.wordpress

อ่านต่อ →

นกฟลามิงโก Flamingo

นกฟลามิงโก หรือ (นกกระสาแดง)

นกฟลามิงโก อังกฤษ Flamingo  เกาหลี 붉은 황새; นกกระสาแดง เป็นนกน้ำจำพวกหนึ่ง ในวงศ์ Phoenicopteridae และอันดับ Phoenicopteriformes มี 4 ชนิดในทวีปอเมริกา และ 2 ชนิดในโลกเก่า

นก ฟลามิงโก เป็นนกที่มีซากฟอสซิลสามารถนับย้อนไปไกลได้กว่า 30 ล้านปีก่อน นกฟลามิงโกอาศัยอยู่เป็นฝูงขนาดใหญ่ ซึ่งสถานที่ ๆ พบนกฟลามิงโกได้มากที่สุดในโลก คือ ทะเลสาบนากูรู ในอุทยานแห่งชาติทะเลสาบนากูรู ทางตอนเหนือของประเทศเคนยา ซึ่งมีจำนวนประชากรนกฟลามิงโกมากได้ถึง 1,500,000 ตัว นกฟลามิงโกเป็นนกที่บินได้เป็นระยะทางที่ไกล และมักบินในเวลากลางคืน ด้วยความเร็วประมาณ 60

กิโลเมตร/ชั่วโมง และหากมีความจำเป็นต้องบินในเวลากลางวันก็จะบินในระดับสูงเพื่อหลบเลี่ยงสัตว์นักล่า ส่วนในทวีปเอเชียสามารถพบได้ที่ทุ่งหญ้าสเตปป์แถบตอนเหนือของคาซัคสถานในภูมิภาคเอเชียกลางเท่านั้น โดยผสมพันธุ์กันในฤดูใบไม้ผลิ ก่อนอพยพไปที่อื่น

นก ฟลามิงโก ได้ชื่อว่าเป็นนกที่ไม่มีประสาทรับกลิ่น และเป็นนกที่ส่งเสียงดังตลอดเวลา ซึ่งลูกนกแม้แต่อยู่ในไข่ก็ยังส่งเสียงร้องแล้ว ซึ่งพ่อแม่นกจะจดจำลูกของตัวเองได้จากเสียงร้องอันนี้

นอกจากนี้แล้ว นกฟลามิงโกยังเป็นนกที่ได้ชื่อว่าเป็นนกที่มีขนสีชมพู จนได้รับชื่อว่า “นกฟลามิงโกสีชมพู” ซึ่งขนของนกฟลามิงโกนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดตั้งแต่สีชมพูซีดจนถึงสีแดงเลือดหมูหรือแดงเข้ม ทั้งนี้เป็นเพราะการกินอาหารที่ได้รับสารอาหารจากกุ้งและเห็ดรามีสารประเภทอัลฟาและเบตาแคโรทีน แต่โดยมากแล้วนกที่เลี้ยงตามสวนสัตว์ขนจะเปลี่ยนเป็นสีขาวเพราะขาดสารอาหารเหล่านี้ ซึ่งหากให้ในสิ่งที่

ทดแทนกันได้เช่น แครอท หรือบีทรูท สีขนก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม อีกทั้งยังเป็นนกที่มีพฤติกรรมยืนด้วยขาเดียวอยู่นิ่ง ๆ แช่น้ำได้เป็นเวลานานมากถึง 4 ชั่วโมง นั่นเพราะขาของนกจะได้รับจะได้รับเลือดสูบฉีดต่ออัตราการเต้นของหัวใจได้มากเท่า ๆ กับที่กล้ามเนื้อหลักได้รับ ซึ่งเลือดจะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย การที่นกฟลามิงโกมีขายาวมาก ก็ยิ่งทำให้มีพื้นที่สูญเสียความอบอุ่น อีกทั้งขาข้างที่ไม่ถูกแช่น้ำก็จะไม่เหี่ยวแห้งอีกด้วย

ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงเป็นจำนวนหลายพันตัว มีลักษณะพฤติกรรมพิเศษ คือชอบที่จะย้ายถิ่นฐานไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น ตามทะสาบน้ำตื้น และปากแม่น้ำที่เชื่อมระหว่างน้ำเค็มกับน้ำจืด ลักษณะทั่วไปของนกฟลามิงโก คือ มีขนาดประมาณ 80-145 ซม. น้ำหนักตัวประมาณ 2-3 กก. คอและขายาว จะงอยปากมีลักษณะเป็นตะของุ้มแข็งแรง และมีแนวของรูเรียงเป็นแถงที่จะงอยปากส่วนบน ที่ลิ้นจะมีตุ่มเล็กๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายฟันเรียงกันอยู่ ขนมีสีขาว ชมพู แดง และสีดำซึ่งแซมอยู่ตามปลายปีกและลำตัวเพียงเล็กน้อย ปีกสั้น และเท้ามีขนาดเล็ก

แหล่งที่มา  namfon2707

อ่านต่อ →

หมีขาว polar bear

หมีขาว หรือ หมีขั้วโลก (อังกฤษ: polar bear; ชื่อวิทยาศาสตร์: Ursus maritimus) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ในอันดับสัตว์กินเนื้อ (Carnivora) จัดเป็นหมีชนิดหนึ่ง

ทุกฤดูหนาว น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะขยายตัวรอบขั้วโลก กิ่งก้านเยือกแข็งของมันแผ่ขยายไปตามแนวชายฝั่งทางเหนือ ขณะนี้ น้ำแข็งทะเลเพิ่งผ่านจุดที่ขยายตัวมากที่สุดในรอบปี และจะเริ่มหดตัวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับหมีขั้วโลก ซึ่งมีแหล่งอาหารที่เกี่ยวพันกับน้ำแข็งทะเลอย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้
หมีขาว ถือได้ว่าเป็นสัตว์กินเนื้อบนพื้นดินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากหมีกริซลี (U. arctos horribilis) (บางข้อมูลจัดให้เป็นที่ 1) ที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ ตัวผู้เต็มวัยอาจสูงได้ถึง 3 เมตร น้ำหนักตัวอาจมากได้ถึง 350–680 กิโลกรัม (770–1,500 ปอนด์) อายุขัยโดยเฉลี่ย 30 ปี[2] หมีขาวมีรูปร่างที่แตกต่างจากหมีชนิดอื่น ๆ ที่เห็นได้ชัดเจน คือ มีส่วนคอที่ยาวกว่า ขณะที่ใบหูก็มีขนาดเล็ก อุ้งเท้ามีขนาดใหญ่ และที่เป็นจุดเด่นเห็นได้ชัด คือ สีขนที่เป็นสีขาวครีมอมเหลืองอ่อน ๆ อันเป็นที่มาของชื่อเรียก เนื่องจากผลของเกลือในน้ำทะเล ซึ่งขนสีครีมนี้ทำให้พรางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งได้เป็นอย่างดี

หมีขาวกระจายพันธุ์อยู่เฉพาะซีกโลกทางเหนือ บริเวณขั้วโลกเหนือหรืออาร์กติกเท่านั้น จัดได้ว่าเป็นสัตว์กินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกนี้ อุ้งเท้าของหมีขาวมีขนรองช่วยให้ไม่ลื่นไถลไปกับความลื่นของพื้นน้ำแข็ง หมีขาวถือเป็นสัตว์ที่เดินทางไกลมาก โดยบางครั้งอาจจะใช้วิธีการนั่งบนแผ่นหรือก้อนน้ำแข็งลอยตามน้ำไป หรือไม่ก็ว่ายน้ำหรือดำน้ำไป ซึ่งหมีขาวจัดเป็นหมีที่ว่ายน้ำและดำน้ำเก่งมาก โดยใช้ขาหน้าพุ้ย หรือบางครั้งก็ใช้ทั้ง 4 ขา เคยมีผู้พบหมีขาวว่ายอยู่ในทะเลที่ห่างจากชายฝั่งไกลถึง 200 ไมล์

หมีขาว เป็นหมีที่ถือได้ว่ากินอาหารมากกว่าหมีชนิดอื่น ๆ ซึ่งอาหารของหมีขาวมีมากมาย เช่น แมวน้ำ หรือ วอลรัส ด้วยการย่องเข้าไปเงียบ ๆ หรือหลบซ่อนตัวตามก้อนหินหรือก้อนน้ำแข็ง นอกจากนี้แล้วบางครั้งยังอาจจับนกทะเล ทั้งไข่และลูกนก บางครั้งก็จับปลากิน หรืออาจจะกินซากของวาฬที่ตายเกยตื้น หรือแม้แต่ซากหมีขาวด้วยกันหรือลูกหมีที่ตายได้ด้วย[3] หมีขาวมีประสาทสัมผัสการรับรู้กลิ่นที่ดีมาก โดยสามารถได้กลิ่นลูกแมวน้ำที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งได้ไกลถึง 2 กิโลเมตร

แหล่งที่มา  ngthai

อ่านต่อ →